ข่าวการเมือง พีทีเอ นิวส์
สะเทือนระบบราชการ! รัฐบาลเดินหน้าทบทวนหน่วยงานรัฐซ้ำซ้อน เล็งยุบ–ควบรวม เริ่มเห็นความชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2569
สะเทือนระบบราชการ! รัฐบาลเดินหน้าทบทวนหน่วยงานรัฐซ้ำซ้อน เล็งยุบ–ควบรวม เริ่มเห็นความชัดเจนภายในเดือนกันยายน 2569
PTA News Network Thailand | ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
กรุงเทพมหานคร – 29 กรกฎาคม 2569
เกิดกระแสจับตาครั้งสำคัญในระบบราชการไทย หลังมีรายงานว่ารัฐบาลกำลังเร่งทบทวนโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะส่วนราชการ องค์การมหาชน และหน่วยงานที่มีภารกิจใกล้เคียงหรือซ้ำซ้อนกัน เพื่อปรับลดขั้นตอน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดภาระงบประมาณของประเทศ
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ยังไม่พบว่ารัฐบาลได้ประกาศ “บัญชีรายชื่อหน่วยงานราชการทั้งหมดที่จะถูกยุบภายในเดือนกันยายน 2569” อย่างเป็นทางการตามที่มีการนำเสนอในสื่อสังคมออนไลน์
หน่วยงานที่มีความชัดเจนมากที่สุดในขณะนี้ คือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ซึ่งเดิมมีกระบวนการยุบเลิกอยู่แล้ว แต่รัฐบาลก่อนหน้านี้มีมติให้ขยายระยะเวลาการดำเนินงานออกไปอีกหนึ่งปี จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569
บจธ. อาจเป็นหน่วยงานแรกที่เห็นความชัดเจน
ภารกิจสำคัญของ บจธ. คือการช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับที่ดินทำกิน การจัดหาที่ดิน การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน และการบริหารจัดการที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยและพื้นที่ประกอบอาชีพได้
แนวทางที่อยู่ระหว่างการพิจารณา คือการถ่ายโอนหรือควบรวมภารกิจบางส่วนของ บจธ. เข้ากับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. ซึ่งทำหน้าที่ด้านนโยบายและการบริหารจัดการที่ดินของประเทศอยู่แล้ว
เหตุผลสำคัญที่ถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่
ภารกิจของสองหน่วยงานมีบางส่วนเกี่ยวข้องหรือทับซ้อนกัน ต้องการลดต้นทุนด้านการบริหารและบุคลากร ต้องการให้การจัดการปัญหาที่ดินอยู่ภายใต้กลไกเดียวกัน ต้องการให้ประชาชนติดต่อหน่วยงานรัฐได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนบางส่วนแสดงความกังวลว่า หากยุบ บจธ. โดยไม่มีหน่วยงานรับช่วงภารกิจที่ชัดเจน อาจกระทบต่อเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และประชาชนที่กำลังประสบปัญหาสูญเสียที่ดินทำกิน
ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการจะถูกไล่ออกทันที
อีกประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างมาก คือชะตากรรมของข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างภายในหน่วยงานที่อาจถูกยุบหรือควบรวม
หลักการทั่วไปของการปรับโครงสร้างภาครัฐ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องถูกเลิกจ้างหรือให้ออกจากราชการทันที โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดทำแผนรองรับ เช่น
โอนย้ายบุคลากรไปยังหน่วยงานที่รับภารกิจต่อ จัดตำแหน่งใหม่ให้เหมาะสมกับความรู้และประสบการณ์ เปิดทางให้สมัครใจเข้าร่วมโครงการเกษียณก่อนกำหนด จ่ายสิทธิประโยชน์หรือเงินชดเชยตามกฎหมายและระเบียบ ดูแลสิทธิด้านเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ และสวัสดิการเดิม
ดังนั้น การนำเสนอว่าข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ถูกยุบจะ “ตกงานทั้งหมด” จึงอาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อน
หน่วยงานอื่นยังอยู่ในขั้นประเมิน
นอกจากกรณีของ บจธ. แล้ว รัฐบาลยังมีแนวทางประเมินองค์การมหาชนและหน่วยงานรัฐอื่นที่มีภารกิจใกล้เคียงกัน โดยจะพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ ได้แก่
หน่วยงานยังมีความจำเป็นหรือไม่ ผลงานที่ผ่านมาคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่ ภารกิจสามารถโอนไปให้กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นดำเนินการได้หรือไม่ มีหน่วยงานอื่นทำงานซ้ำกันอยู่แล้วหรือไม่ ประชาชนจะได้รับผลกระทบอย่างไร การยุบหรือควบรวมจะช่วยลดงบประมาณได้จริงเพียงใด
มาตรการดังกล่าวจึงอาจมีทั้งการยุบเลิก การควบรวม การลดขนาด การปรับลดภารกิจ หรือการโอนงานไปยังหน่วยงานอื่น มิใช่การยุบทุกหน่วยงานในรูปแบบเดียวกัน
เป้าหมายคือ “รัฐกระชับ” แต่ต้องไม่กระทบประชาชน
ฝ่ายที่สนับสนุนแนวทางนี้มองว่า ประเทศไทยมีหน่วยงานรัฐจำนวนมาก บางแห่งมีภารกิจทับซ้อนกัน ส่งผลให้เกิดขั้นตอนการอนุมัติที่ล่าช้า ใช้งบประมาณด้านบริหารสูง และประชาชนไม่ทราบว่าควรติดต่อหน่วยงานใด
การปรับโครงสร้างจึงมีเป้าหมายให้ภาครัฐมีขนาดเหมาะสม ลดความซ้ำซ้อน และนำงบประมาณไปใช้แก้ไขปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการประชาชนได้มากขึ้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักวิชาการและภาคประชาชนเห็นว่า การยุบหน่วยงานต้องไม่พิจารณาเฉพาะตัวเลขงบประมาณเพียงอย่างเดียว เพราะบางหน่วยงานมีภารกิจเฉพาะในการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง แม้อาจไม่ได้สร้างรายได้หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจโดยตรงก็ตาม
ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ
ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐควรติดตามข้อมูลจากมติคณะรัฐมนตรี ราชกิจจานุเบกษา และประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก เนื่องจากรายชื่อหรือรายละเอียดที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนอาจเป็นเพียงข้อเสนอ แนวทางศึกษา หรือการคาดการณ์ที่ยังไม่ได้ข้อยุติ
ขณะนี้จึงสรุปได้ว่า หน่วยงานที่มีกรอบเวลาชัดเจนมากที่สุดคือ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ซึ่งมีกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาการดำเนินงานในวันที่ 30 กันยายน 2569 ส่วนหน่วยงานอื่นยังต้องรอผลการประเมินและมติอย่างเป็นทางการต่อไป
การปรับโครงสร้างระบบราชการครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “ยุบหน่วยงาน” แต่เป็นบททดสอบสำคัญว่า รัฐบาลจะสามารถลดความซ้ำซ้อนของระบบราชการ ควบคู่กับการรักษาสิทธิของเจ้าหน้าที่ และไม่ทำให้ประชาชนสูญเสียช่องทางในการเข้าถึงบริการของรัฐได้หรือไม่
#ปรับโครงสร้างราชการ #ยุบหน่วยงานรัฐ #ควบรวมหน่วยงาน #ธนาคารที่ดิน #บจธ #สคทช #ข้าราชการ #องค์การมหาชน #ลดความซ้ำซ้อน #ข่าวราชการ #ข่าววันนี้ #พีทีเอนิวส์ #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน
“ดร.มัลลิกา” ยื่นใบสมัครโค้งสุดท้าย ชิงผู้ว่าการ กกท. เปิดสนามแข่งขัน 10 โปรไฟล์ ใครจะได้กุมทิศทางกีฬาไทย
“ดร.มัลลิกา” ยื่นใบสมัครโค้งสุดท้าย ชิงผู้ว่าการ กกท. เปิดสนามแข่งขัน 10 โปรไฟล์ ใครจะได้กุมทิศทางกีฬาไทย
PTA News Network Thailand | ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
กรุงเทพมหานคร – 30 กรกฎาคม 2569
การสรรหาผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ ผู้ว่าการ กกท. คนใหม่ เข้าสู่ช่วงจับตาอย่างเป็นทางการ หลังปิดรับสมัครเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 โดยมีผู้สมัครครบ 10 คน และชื่อที่ปรากฏเป็นลำดับสุดท้ายคือ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นักการเมืองและอดีตผู้สื่อข่าว ซึ่งยื่นใบสมัครผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงท้ายของการรับสมัคร
การสมัครของ ดร.มัลลิกา ทำให้สนามชิงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดขององค์กรกีฬาไทยครั้งนี้ มีผู้สมัครจากหลายวงการ ทั้งผู้บริหารภายใน กกท. บุคลากรในสมาคมกีฬา อดีตนักการเมือง ข้าราชการตำรวจ และผู้บริหารภาคเอกชน สะท้อนว่าการคัดเลือกครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันด้านประสบการณ์กีฬา แต่ยังเป็นการวัดวิสัยทัศน์ด้านบริหารองค์กร งบประมาณ การตลาด สิทธิประโยชน์นักกีฬา และการยกระดับกีฬาไทยในเวทีนานาชาติ
ปิดรับสมัครท่ามกลางวันหยุด ยื่นออนไลน์ได้ถึงเวลา 16.30 น.
กกท. เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเข้ารับการคัดเลือกดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ระหว่างวันที่ 15–29 กรกฎาคม 2569 โดยผู้สมัครสามารถยื่นเอกสารด้วยตนเอง มอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นแทน หรือส่งผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้
แม้วันปิดรับสมัครตรงกับวันหยุดราชการเนื่องในวันอาสาฬหบูชา แต่ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ยังเปิดรับเอกสารตามกำหนด จนกระทั่งได้ยอดผู้สมัครสุดท้ายรวม 10 คน
เปิดรายชื่อ 10 ผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าการ กกท.
ผู้สมัครทั้ง 10 คน ประกอบด้วย
นายศิริเชษฐ์ พูลทิพายานนท์ นายกสมาคมกีฬามิกซ์มาร์เชียลอาร์ตแห่งประเทศไทย
ดร.สุวิทย์ เลิศธนากุลวัฒน์ นักการเมืองท้องถิ่นและนักทำงานด้านสังคม
นายธันย์ปวัฒน์ เตชภูวดลวิทิต ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาเพาะกายและฟิตเนสแห่งประเทศไทย
นายเจน ปิยะทัต ประธานสโมสรแบดมินตันแกรนนูลาร์ และกรรมการบริหารสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย
นายคุณากร มั่นนทีรัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาสมาคมยิงปืนทหารและตำรวจแห่งประเทศไทย
พ.ต.อ.ชัยพร ออฟูวงศ์ รองผู้บังคับการ สำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
นพ.มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายบริหาร
นางโปรดปราน สมานมิตร รองผู้ว่าการ กกท. ฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย
นายธนกร ดวงมณี ผู้บริหาร The Agency Group
ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นักการเมืองและอดีตผู้สื่อข่าว
ชื่อ “มัลลิกา” เพิ่มสีสันให้สนามบริหารกีฬา
การปรากฏชื่อของ ดร.มัลลิกา ในฐานะผู้สมัครรายสุดท้าย ทำให้การสรรหาครั้งนี้ได้รับความสนใจนอกวงการกีฬาเพิ่มขึ้น เนื่องจากเธอมีประสบการณ์ทั้งด้านสื่อสารมวลชน การเมือง และงานสาธารณะ อีกทั้งเพิ่งผ่านสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาก่อน
อย่างไรก็ตาม การยื่นใบสมัครเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ผู้สมัครทุกคนยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียดตามประกาศของคณะกรรมการสรรหา การมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้สมัครจึงยังไม่หมายความว่าจะผ่านเข้าสู่รอบสัมภาษณ์หรือได้รับการเสนอชื่อในขั้นสุดท้าย
ด่านต่อไป ตรวจคุณสมบัติ–สอบภาษาอังกฤษ–แสดงวิสัยทัศน์
คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กกท. ซึ่งมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน จะตรวจสอบเอกสารและคุณสมบัติของผู้สมัคร จากนั้นจึงเข้าสู่การทดสอบความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษและการสัมภาษณ์
เมื่อกระบวนการประเมินเสร็จสิ้น คณะกรรมการสรรหาจะจัดลำดับผู้ผ่านการคัดเลือกเพื่อเสนอให้คณะกรรมการ กกท. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งชื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งในขั้นตอนสุดท้าย
ภารกิจผู้ว่าการคนใหม่ ไม่ได้มีเพียงเหรียญรางวัล
ตำแหน่งผู้ว่าการ กกท. ถือเป็นหนึ่งในตำแหน่งสำคัญของระบบกีฬาไทย เพราะต้องกำกับทั้งการพัฒนากีฬาระดับเยาวชน กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาอาชีพ วิทยาศาสตร์การกีฬา การจัดสรรงบประมาณ และการสนับสนุนสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย
โจทย์สำคัญของผู้ว่าการคนใหม่ยังรวมถึงการสร้างความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณ การเพิ่มรายได้ให้วงการกีฬา การดูแลสวัสดิการนักกีฬาและบุคลากร ตลอดจนการสร้างระบบพัฒนานักกีฬาระยะยาว ไม่ให้ความสำเร็จของกีฬาไทยขึ้นอยู่กับการแข่งขันครั้งใดครั้งหนึ่งเท่านั้น
การมีผู้สมัครจากหลายภาคส่วนจึงเปิดโอกาสให้สังคมได้เห็นมุมมองที่แตกต่าง แต่ในท้ายที่สุด ผู้ที่จะได้รับเลือกต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า สามารถเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้เป็นนโยบายที่วัดผลได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งนักกีฬา สมาคมกีฬา ภาคเอกชน และประชาชน
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ จะติดตามผลตรวจคุณสมบัติ การแสดงวิสัยทัศน์ และขั้นตอนเสนอชื่อผู้ว่าการ กกท. คนใหม่อย่างต่อเนื่อง
ดร.มัลลิกา สมัครผู้ว่าการ กกท. คนสุดท้าย เปิดรายชื่อผู้สมัครครบ 10 คน
ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ยื่นสมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นรายสุดท้าย ทำให้มีผู้สมัครรวม 10 คน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนตรวจคุณสมบัติ ทดสอบภาษาอังกฤษ สัมภาษณ์ และเสนอ ครม. แต่งตั้ง
ดร.มัลลิกา, มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, ผู้ว่าการ กกท., สมัครผู้ว่าการ กกท., ผู้สมัครผู้ว่าการ กกท. 10 คน, รายชื่อผู้สมัครผู้ว่าการ กกท., การกีฬาแห่งประเทศไทย, ผู้ว่า กกท. คนใหม่, สรรหาผู้ว่าการ กกท. 2569, ข่าวกีฬาไทย, ข่าวกีฬาล่าสุด, กกท. ล่าสุด, คณะกรรมการสรรหาผู้ว่าการ กกท., นัทรียา ทวีวงศ์
#ดรมัลลิกา #มัลลิกาบุญมีตระกูลมหาสุข #ผู้ว่าการกกท #ผู้ว่ากกทคนใหม่ #สมัครผู้ว่าการกกท #กกท #การกีฬาแห่งประเทศไทย #ผู้สมัครผู้ว่าการกกท #กีฬาไทย #ข่าวกีฬา #ข่าวกีฬาล่าสุด #บริหารกีฬาไทย #กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา #สำนักข่าวพีทีเอ #พีทีเอนิวส์ #PTANewsNetwork #ข่าวจริงเที่ยงตรงเพื่อประชาชน
“ดร.อาณัติ วัชรางกุร ณ เชียงใหม่” เดินหน้าผลักดันความเท่าเทียมคนพิการ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
“ดร.อาณัติ วัชรางกุร ณ เชียงใหม่” เดินหน้าผลักดันความเท่าเทียมคนพิการ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เชิดชูการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม
PTA News Network Thailand | ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
กรุงเทพมหานคร – 31 กรกฎาคม 2569
นับเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมโอกาสและความเท่าเทียมให้แก่คนพิการ สำหรับ ดร.อาณัติ วัชรางกุร ณ เชียงใหม่ ผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านกีฬาและการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผลักดันให้ผู้พิการทางการได้ยินได้รับโอกาสในการดำรงชีวิต การศึกษา การทำงาน และการเข้าร่วมกิจกรรมกีฬาอย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป
ดร.อาณัติเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมกีฬาคนหูหนวกแห่งประเทศไทย และมีบทบาทในการถ่ายทอดปัญหา ความต้องการ และข้อจำกัดของผู้พิการทางการได้ยินให้สังคมได้รับรู้และเข้าใจมากขึ้น
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่เขาผลักดันมาโดยตลอด คือการทำให้สังคม “เข้าถึง เพื่อเข้าใจ” ผู้พิการ ไม่มองความพิการเป็นข้อจำกัดที่ทำให้บุคคลหนึ่งต้องถูกลดทอนคุณค่า แต่ควรสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่
ดร.อาณัติยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ภาษามือในวงกว้าง เพื่อช่วยลดกำแพงด้านการสื่อสารระหว่างคนทั่วไปกับผู้พิการทางการได้ยิน พร้อมเสนอให้ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ร่วมกันสร้างพื้นที่ที่คนพิการสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร การบริการสาธารณะ และโอกาสในการประกอบอาชีพได้อย่างเสมอภาค
นอกจากบทบาทด้านผู้พิการแล้ว ดร.อาณัติยังมีส่วนร่วมในงานด้านกีฬาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการระบุตำแหน่งในกิจกรรมสาธารณะว่าเป็น ที่ปรึกษาสมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ อุปนายกสมาคมกีฬายิงธนูแห่งประเทศไทย โดยร่วมสนับสนุนกิจกรรมที่ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาร่างกาย จิตใจ ความมั่นใจ และการอยู่ร่วมกันในสังคม
อีกหนึ่งความภาคภูมิใจ คือการที่ นายอาณัติ วัชรางกุร ณ เชียงใหม่ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ตามประกาศพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ประจำปี 2568 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569
การได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติอันสูงยิ่งแก่ตนเองและครอบครัว ตลอดจนเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าทำงานเพื่อสังคม โดยเฉพาะภารกิจด้านการส่งเสริมสิทธิ โอกาส และคุณภาพชีวิตของคนพิการ
อย่างไรก็ตาม ความเท่าเทียมมิได้เกิดขึ้นจากการประกาศนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการปฏิบัติจริง ตั้งแต่การออกแบบอาคารและระบบขนส่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ การจัดให้มีล่ามภาษามือ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การเปิดโอกาสด้านการศึกษา การจ้างงาน ไปจนถึงการสนับสนุนนักกีฬาคนพิการให้ได้รับสวัสดิการและการดูแลอย่างเหมาะสม
เรื่องราวและเส้นทางการทำงานของ ดร.อาณัติ จึงสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างความเท่าเทียมไม่ใช่การให้ความสงสาร แต่คือการยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และจัดสรรโอกาสให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ
สำนักข่าวพีทีเอ นิวส์ เน็ตเวิร์ค ออนไลน์ ขอร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.อาณัติ วัชรางกุร ณ เชียงใหม่ เนื่องในโอกาสได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พร้อมร่วมสนับสนุนเจตนารมณ์ในการผลักดันสังคมที่คนพิการและประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสิทธิ โอกาส และความเสมอภาคอย่างแท้จริง
เพราะความพิการอาจเป็นข้อจำกัดทางร่างกายหรือการสื่อสาร แต่ไม่ควรเป็นข้อจำกัดของความฝัน ความสามารถ และคุณค่าของความเป็นมนุษย์
PTA News Network Thailand
ข่าวจริง เที่ยงตรง เพื่อประชาชน
#ดรอาณัติวัชรางกุรณเชียงใหม่ #ส่งเสริมความเท่าเทียม #สิทธิคนพิการ #คนพิการทางการได้ยิน #กีฬาคนพิการ #ภาษามือ #โอกาสที่เท่าเทียม #เครื่องราชอิสริยาภรณ์ #จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย #ข่าวประชาสัมพันธ์ #PTANewsNetwork

